2014/May/08

now Bonny 10 years old .I will start to write agaiin start from 10 yrs for everyone know what is his habbit when he grow .

2014/May/07

090314 BB trip (Bonny and Billy Trip)
ไปกระบี่กับลูกสองคน
โดยสารการบินบางกอกแอร์ ดีมากมีเล้าท์ให้นั่งพักก่อนขึ้นเครื่องด้วยครับมีขนมไทยกาแฟ น้ำส้มมีเน็ตให้เล่นสดวกสบายมากครับ อาหารบนเครื่องก็ดีครับ การบริการใช้ได้อยู่ในระดับสี่ห้าดาวเลยครับ เครื่องบินก็ไม่เล็กมากลำกลางๆครับ ให้ไปเลยครับ ผ่านระดับดีครับ ดีกว่าสายการบินหลายสายที่เคยใช้บริการมาครับ นี่เองเป็นการบอกว่าทำไมคุณหมอประเสริฐถึงยืนในธุรกิจการบินได้ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงมากของโลว์คอสแอร์ไลน์ นี่ถ้าเป็นการบินไทยไม่ได้แ--กอาหารว่างก่อนขึ้นเครื่องหร๊อกครับครั้งหน้าต้องหาโอกาสใช้บริการใหม่ แล้วก็ต้องไปสมัครสะสมแต้มผ่านเวบแล้วหละครับ

ถึงแล้วไปท่าเรือยังไงครับ
มีสองทางครับทางรถบัสหรือแท็กซี่ส่วนบุคคล รถบัสคนละ90- แท็กซี่เริ่มที่350-  อย่างนี้ก็ต้องรถบัสครับ เค้าบอกว่าใช้เวลา20นาที
ไกลเหมือนกีนครับจากสนามบินเข้าตัวเมืองกระบี่หลายกิโลครับ
เข้าเมืองแล้วครับ


ถึงท่าเรือแล้วครับ ออไม่ใช่ครับมาที่บริษัทหรือนายหน้าขายตั๋วขึ้นเรืออะไรซักอย่าง มีคำถามว่าทำไมไม่ไปส่งท่าเรือเลยวะ ทำไมต้องทำหลายขั้นตอนอย่างนี้วะ มาจอดตรงนี้เพื่อให้ซื้อตั๋วกินนำ้ก่อน แล้วเดี๋ยวมีรถมารับจากตรงนี้อีกสองกิโลไปท่าเรือ

บอกตรงๆนี่คือการซิกแซกแล้วครับ
ถ้าเอาแบบตรงๆเลยต้องไปที่ท่าเรือครับ รอเรือที่นั่นเลยมารอที่นี่ทำไมครับท่าน เรื่องนี้ต้องถามการท่องเที่ยวครับว่าเป็นไง แล้วราคาที่ผู้เขียนทราบมาในเน็ตบอกว่าคนละ350- แต่นี่จ่ายคนละ400- คงได้ค่าออกตั๋วไปใบละ50- นี่คือกระบวนการที่ดูแล้วไม่โปร่งใสเท่าไหร่วะ. ก็ขึ้นรถบัสบอกว่าไปท่าเรือแต่นี่เอามาส่งพักที่ร้านอะไรไม่รู้นี่ก็คือการโกหกแล้วหละครับ (รู้แล้วครับที่นี่คือblack tiger tour ครับ)

นี่เราคนไทยยังงงแล้วต่างชาติมันไม่มึนหรือวะเนี่ย

ไม่ตรงมาตรงไปวะ
มีรถตู้มารับไปท่าเรือละรอเกือบชั่วโมงได้ครับท่าน

ไปละครับไปท่าเรือ
ถึงท่าเรือจริงๆแล้วครับโดยกระทรวงคมนาคมครับ

รอบ่ายหนึ่งเรือออกครับตอนนี้สองโมงอยู่บนเรือลำใหญ่สองชั้นพร้อมแอร์ครับ เหนื่อยจนหลับครับท่าน

ถึงแล้วเกาะพีพี เดินโคตรไกลกว่าจะถึงโรงแรม อยู่บนภูเขา เออเรียกว่าพันผ่อนจริงๆเลยครับไม่ต้องไปไหนครับ จากรีเซฟชั่นไปห้องพักก็สูงมาก เหมือนขึ้นชั้น1 ไปชั้น5เลยครับ เหนื่อยครับท่าน คิดผิดหรือเปล่าวะเนี่ย

สิ่งที่พลาดคือเรื่องการเดินทางบนเกาะไม่ได้ศึกษาว่าจากโรงแรมไปที่กิน ที่เที่ยวไกลแค่ไหน แล้วใช้พาหนะอะไร คือที่นี่ต้องเดินทั้งหมดครับไม่มีรถ ไม่มีมอไซด์ เดินเมื่อยครับ

แต่คิดอีกแง่ก็ดีที่ได้ออกกำลังกาย คิดอีกมุมคือกูพลาดแล้ววะ

แต่ยอมรับว่านำ้ที่นี่ใสจริงๆสีเขียวใสแจ๋ว เห็นปลาว่ายชัดเจนตรงท่าเทียบเรือที่ขึ้นมาเกาะพีพี

เช้าวันที่100314
ทานอาหารเช้า
-ขนมปังก้อนเล็กกับเนยที่เก็บมาจากเครื่องบิน ตามด้วยข้าวไข่เจียวกับผัดซีอิ๊วผักที่กินไม่หมดเมื่อคืนที่ร้านThe Rock แล้วเก็บกลับมา ตามด้วยของหวานจากบางกอกแอร์ที่เก็บมาเหมือนกัน ตบด้วยนำ้ดื่มบนเครื่องบิน อิ่มแล้วครับ ส่วนลูกชายรอขอนำ้ร้อนกับโรงแรมเพื่อกินมาม่า อันนี้ซื้อมาจากท่าเทียบเรือที่ฝั่งกระบี่ก่อนข้ามไปเกาะพีพี เพราะได้สอบถามแม่ค้าแล้ว เค้าบอกว่าของที่เกาะแพงกว่าที่กระบี่สองเท่าครับ นี่ก็เป็นการประหยัดแบบง่ายๆครั

เตรียมตัวไปปีนเขาและไปดูปะการัง พนักงานโรงแรมนัดเก้าโมงเช้า
แปดโมงก็ลงมานั่งกินกาแฟรอแล้วครับ ซักพักเจ้าหน้าที่ก็พาไปร้าน ร้านหนึ่งที่มีครูสอนปีนเขาที่ชื่อณรงค์เป็นเด็กหนุ่มอายุประมาณ30ปี ท่าทางพูดอังกฤษคล่องมากครับ เค้าก็เริ่มเลยครับตั้งแต่เรื่องรองเท้า กางเกงที่ใส่ปีนเขา เสร็จแล้วก็พาเดินไปที่หน้าผาอ่าวต้นไทร หรือไงเนี่ย ถ้าจำไม่ผิดนะครับ คำเตือนมีลิงเยอะ โปรดระวังครับ
ปีนเขา
อาจารย์ณรงค์ก็เริ่มสอนใหปียแบบง่ายๆก่อนครับ หลังจากนั้นค่อยเพิ่มไปเป็นแบบสูงขึ้น แล้วก็ยากขึ้นทีละสเตป ปีนทั้งหมด4ครั้งครับ ลูกชายของผู้เขียน เก่งครับปีนได้ทั้งสี่ครั้งถึงยอดบนสุดทุกครั้งการปีน
ดูประการัง
หลังจากปีนเขา พวกเราก็เดินกลับไปที่ร้าน คนที่จะพาไปก็ตรวจเช็คจำนวนคนว่ากี่คน พร้อมหรือไม่ ทุกคนพร้อมครับ เดินทางไปขึ้นเรืออีกประมาณ10นาที
-จุดแรกจอดดูเกาะที่มีลิงเยอะๆอันนี้เป็นที่มาของโทรศัพท์ซัมซุงถูกอัญเชิญลงนำ้ทะเลเพราะผู้เขียนลืมใส่โทรศัพย์ไว้ที่กระเป๋ากางเกงแล้วก็เดินลงจากเรือเพื่อไปที่หาดทราย เรียบร้อยครับหมดมูดเลยครับ แต่ก็ยังดีที่ไม่ใช่Iphone
-จุดที่สองไปดูประการัง เค้าจัดหน้ากากปิดจมูกแต่มีท่อให้อม ให้หายใจทางจมูก ทุกคนไปดูประการังครับ
-ไปอ่าวมาหยาให้เดินเล่นชายหาดสวยครับทรายละเอียดมาก มีนักท่องเที่ยวจีนกับฝรั่ง คนไทยน้อยมากครับ
-ผ่านไปถำ้ไวกิ้งครับดูหินย้อยครับ
-ดูแพลงต้นเรืองแสงใต้นำ้ ไม่เห็นมีอะไรครับ ผู้เขียนไม่เห็นอะไรเลยครับ
ถึงตอนนี้ก็หมดรอบแล้วครับ กลับที่พักเ็มวันเต็มอิ่มกับการเที่ยว ในวันเกิกของBonny

0730 เช้าวันที่11/03/14 เตรียมตัวเดินทางเข้ากระบี่ หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จก็รีบเดินไปท่าเรือ ค่าตั๋วแค่200- ของเด็กไม่คิด โอขาไปโดนคนละ400- หมายความว่า800- สองคนเด็กหนึ่งผู้ใหญ่หนึ่ง
เรื่องตลดที่เจอ  ระหว่างที่นั่งเรือของคนเกาะ ตามชื่อที่เขียนไว้ในบิล เดินไปเข้าห้องนำ้ งง ครับมีสองห้องแต่ล็อคไว้หนึ่งห้องไม่ให้ใช้ มันอะไรวะเนี่ย แล้วมันมีไว้ทำเผืออะไรวะ

ข้อคิดเรื่องการไปพีพี
-ระวังโดนฟันค่าเรือจากกระบี่ไปพีพี ต้องนั่งรถไปท่าเรือโดยตรงซื้อตั๋วที่ท่าเรือโดยตรง
-ที่พักต้องระวังว่าไกลจากที่กินที่เที่ยวมากหรือไม่ต้องโทรสอบถามก่อนเพราะที่นี่เดินอย่างเดียว
-อาหาร ขนมของใช้จำเป็นซื้อไปจากในเมืองบ้างจะเป็นการประหยัดเพราะของต่างๆบนเกาะแพงกว่าประมาณสองเท่าแน่นอน แต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องซื้อไปทุกอย่างนะครับ เอาเงินไปใช้จ่ายเพื่อให้เศรษฐกิจบนเกาะดีขึ้นครับ
-อีกเรื่องตอนกลางคืนเสียงเพลงดังมาก บันเทิงกันมากเลยครับ ที่ผู้เขียนพักคือที่พีพีดอน
มีผู้รู้บอกว่าถ้าต้องการเงียบต้องที่เกาะลันตาครับ ส่วนที่นี่ฝรั่งวัยรุ่นจะนิยมมาเที่ยวกันเสียงก็เลยดังเป็นธรรมดา

ถึงท่าเรือกระบี่แล้วครับเตรียมตัวไปหาดใหญ่แล้วก็ไปมาเลเซียต่อ
นั่งรถแท็กซี่เพื่อไปรับของที่สนามบินก่อนไปคิวรถตู้หาดใหญ่ได้มีโอกาสสอบถามเวลาเดินทางจากกระบี่ไปหาดใหญ่ เค้าบอกว่า3-4ชั่วโมง  เออ เอาละวะตอนนี้เกือบเที่ยงแล้วและก็โทรเช็ครถตู้แล้วเที่ยวต่อไปคือบ่ายโมงแล้วก็ถึงหาดใหญ่5โมงเย็น ตายสนิทครับมีเรื่องให้แก้ปัญหากันอีกแล้วครับท่าน เอาไงดีครับ?
-ทางเลือกแรกมีเที่ยวบินจากกระบี่ไปหาดใหญ่หรือไม่ เช็คแล้วไม่มี
-ทางเลือกสองไปหาดใหญ่ด้วยรถตู้นั่นแหละแล้วซื้อตั๋วเข้ามาเลเซีย ลองเช็คแล้วราคา 4800- ต่อคนทางนี้หนักครับ ไม่น่าเลือก
-ทางที่สามไปหาดใหญ่โดยการเช่าแท็กซี่วิ่งตรงจากกระบี่เลย เช็คราคาแล้ว4000- ไม่มีทางเลือกแล้วครับเพราะที่พัก จองไว้หมดแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ครับ

เลือกทางที่สามมาถึงหาดใหญอีก7นามีสี่โมงเย็น เวลาที่รถไฟออก ต้องเปลี่ยนขึ้นรถมอเตอร์ไซด์จัดให้ถึงสถานนีรถไฟประมาณสี่โมงนิดๆวิ่งไม่คิดชีวิตขึ้นรถไฟครับ เวลาตอนขึ้นรถไฟคือสี่โมงเจ็ดนาที รถไฟออกแล้วครับ โอย เหนื่อยทุกทีที่เที่ยงเลยครับ
ข้อผิดพลาดคือตอนมาถึงกระบี่วันแรก พลาดที่ไม่ได้เช็คว่าจากกระบี่ไปหาดใหญ่กี่ชั่วโมง มีแต่ข้อมูลว่าแค่หนึ่งชั่โมงกว่า ข้อมูลที่ไม่ได้เรื่อง ไม่จริง อันนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับนักเดินทางครับ ต้องเช็ค ต้องตรวจสอบอย่าเชื่อแต่ข้อมูลผ่านเน็ต ต้องตรวจสอบข้อมูลจากสถานที่จริง ที่เดินทางหปถึงด้วย ร้องดับเบิลเช็ค

มาเลเซีย
รถไฟวิ่งไปซักพักก็ปาดังเบซา ด่านตรวจคนเข้าเมืองของมาเลเซียรอที่ประตูนานครับกว่าจะมีคนเรียกเข้าไปตรวจพาสปอร์ต ระหว่างอยู่บนรถไฟ มีเจ้าหน้าที่รถไฟของมาเลเซียมาถามว่าแลกเงินมั็ย จัดซะเงินไทย1000- แลกได้มาเล ริงกิต 100- เอาวะโดนหลอกหรือเปล่าไม่ทราบแต่ว่าแลกแล้ว2000-
หลังจาจกตรวจพาสปอร์ต ตรวจกระเป๋าแล้วคราวนี้ก็ให้เราพักอีก45นาที เค้าบอกว่ารถออก0700pm เราก็งงเวลาเราเพิ่ง0600pm. เอง มาถึงบางอ้อก็ตอนนึกขึ้นได้ว่าเวลามาเลเร็วกว่าขเมืองไทย1ชั่วโมงครับ

กินข้าวเสร็จก็รีบขึ้นรถแล้วครับกลัวตกขบวน ไปก่อนดีกว่าไปช้าครับ. เสียว อยู่บนรถไฟแล้วสบายใจครับ

อาหารมาเลคล้ายของไทยครับ มื้อแรกของประเทศนี้ผู้เขียนสั่งแกงไก่ครับไข่ดาวครับ ลูกชายกินไข่ดาวปีกไก่ทอด จานละ6ริงกิต ก็60บาท กาแฟ2ริงกิต(20บาท) เทียบดูแล้วค่าครองชีพราคาอาหาร พอๆกับบ้านเราครับ อย่างนี้พอรับได้ครับ ถึงว่าทำไมคนมาเลชอบมาเที่ยวหาดใหญ่ ค่าเงินเค้าใหญ่กว่าเราสิบเท่า 1ริงกิตคือ10บาทไทย

บนรถไฟมีพนักงานเข็นรถขายของมาให้ถึงที่เรานั่งเลยครับ

การวิ่งมีการพักตามสถานีต่างๆเหมือนรถไฟไทย ความสอาดก็คล้ายๆกันรูปแบบรถนอนเหมือนกันครับแต่สถานนีที่เค้าจอดดูดีกว่าสถานนีของไทยครับ

ถึงแล้วครับ0630เช้าวันที่12-03-14 กัวลาลัมเปอร์ สถานนีเค้าใหญ่มากมาตราฐานรถไฟฟ้าทุกสายรวมกันที่นี่มีหลายชั้น ถ้าเทียบกับไทยแล้วมันก็คือหัวลำโพง แต่เหนือกว่าที่ทันสมัยมีจุดต่อรถไฟไฟฟ้าหมกแล้วแต่ของไทยที่หัวลำโพงรถไฟธรรมดา ส่วนรถไฟฟ้าแยกกันออกไปไม่บูรณาการว่างั้น แต่ถ้าเทียบกับสถานนีรถไฟที่ซิคนีย์ถือว่าคล้ายกัน กัลลาลัมเปอร์สู้ได้ครับ นี่บ่งบอกถึงความสามารถในการแข่งขันของมาเลเซียเป็นอย่างดี ระบบขนส่งคนเรียบร้อยพร้อมเดินหน้า แต่ไทยเหรอเอาประเทศเป็นตัวประกัน กินกัน ส่วนตัวมาก่อนส่วนรวมครับ ไปไหนกัแล้วครับเนี่ยกลับมาครับ

วันแรกของกัวลาลัมเปอร์ไปไหน
เดินตั้งนานครับจากสถานนีรถไฟฟ้าที่ได้สอบถามผู้รู้ แต่ไม่ได้สอบถามตัวโรงแรมเองว่าเค้าอยู่ใกล้สถานนีอะไร อันนี้ก็เดินเหนื่อยหน่อยครับ แต่ก็ถึงแล้วครับ ถ้าเช็คอินท์ก่อนจ่ายเพิ่ม70ริงกิตครับก็เลยแค่นั่งพัก ฝากของไว้ แล้วก็วางแผนไปเที่ยวเช้าบาสยสองค่อยกลับมาเซ็คอินท์

ดูแผนที่รถไฟแล้วครับเค้าก็มีหลายสีเหมือนเมืองไทยแหละครับ ที่ใกล้ที่สุดคือไปKLCC สถานนีนี้เดินออกไปก็จะมีห้างแล้วก็เชื่อมไปที่อาคารสูงที่สุดอันดับสองของโลกรองจากอาคารที่ดูไบ ครับส่วนตัวผู้เขียนไม่เท่าไหร่หรอกครับสำหรับขึ้นมาดูตึก ค่าตั๋วผู้ใหญ่80ริงกิตเด็ก30ริงกิต (800บาทกับ300บาทรวมจ่ายค่าขึ้นตึก1,100 บาทถ้าผู้เขียนมาเองไม่ขึ้นหรอกครับ เห็นคนที่อยู่ที่นี่บอกว่าเมื่อก่อนขึ้นฟรีครับ) เค้าทำระบบดีนะครับแจกป้ายห้อยคอเป็นสีๆไอ้เราก็งงวะ มรึงจะแจกทำไมกรูไม่ใช่ดด็กมาทัศนะศึกษานะ ออ เหตุผลที่เค้าแบ่งเป็นกลุ่มเพราะการขึ้นลิฟต์ต้องจำกัดจำนวนคนครับ การเรียกผู้ชมตึกแต่ละกลุ่มก็จะเรียกเป็นสีๆครับว่าเอ๊าไปที่ลิฟต์ได้แล้วนะ หมดเวลาถ่ายรูปแล้วนะ
ก่อนขึ้นก็เรียกสีของกลุ่มของผู้เขียนมายืนหน้าทางขึ้นตึก ด้านหน้ามีม่านนำ้ ม่านหมอกอะไรบางอย่างแล้วก็มีการยิงแสงออกมาเป็นรูปคนพูดแนะนำตึก. เรียกว่าไฮเทคเต็มที่ โชว์เทคโนโลยี่ ม่านนำ้หรือหมอกก็เปรียบเสมือนหน้าจอคอมพิวเตอร์แหละครับ หลังจากจบการแนะนำก็ไปหละครับกลุ่มของผู้เขียนขึ้นตึก ผนังรอบลิฟต์จะเป็นจอทีวีทั้งหมดเวลาลิฟต์ขึ้นทีวีเปิดทุกผนัง โอแม่เจ้า ฮือฮาครับ เข้าใจทำ ชั้นแรกที่ขึ้นไปคือชั้น41 ให้เวลาดู ถ่ายรูปสิบนาที เสร็จแล้วเค้าก็เรียก เอ้ากลุ่มสีฟ้าไปได้แล้วครับ ไปอีกชั้นคือ86 ชั้นนี้ไฮไลท์ครับส่วยกว่าชั้นแรก มีกล้องส่องทางไกล มีตึกจำลองที่ทำเป็นโมเดลให้เราถ่ายรูป เสร็จกลับครับ มีแบบสอบถามครับผู้เขียนกรอกเลยว่าแพงครับ นำ้ซักแก้วก็ไม่มีให้ ผู้เขียนคิดว่าอาหารว่าง กาแฟนี่ก็ให้ได้ หรือน่าจะรวมการถ่ายภาพที่ระลึกอันเล็กให้ด้วย ถ้ารูปใหญ่ค่อยคิดเงินถ้าต้องการจะเอา  ออ ลืมบอกขาลงมาก็ต้อนนักท่องเที่ยวมาร้านขายของที่ระลึกด้วยครับ ลูกชายอยากได้ที่ติดตู้เย็นรูปตึกก็โดนไป6.90ริงกิตครับ ระบบทำได้ดีมากครับคนไทยโดยเฉพาะตึกใบหยกต้องมาดูงานครับ ขึ้นตึกแล้วเก็บเงิน คนไทยทำเป็นมั๊ยครับ
ลืมไปครับ ก่อนถึงเวลาขึ้นตึกบ่ายโมงมีเวลาอยู่สองชั่วโมง เจ้าหน้าที่ขายตั๋วก็แนะนำว่าควรจะพาเด็กไปที่ชั้นสี่ Petrosains is a fun destination  คล้ายกับนิทรรศการใิทยาศาสตร์มีเป็นสถานนี ใช้เวลาชมร่วมสองชั่วโมงผู้ใหญจ่าย25ริงกิต เด็ก15ริงกิต อันนี้ใช้ไดครับเด็กคงชอบ แต่ก็คงต้องเก่งภาษาอังกฤษเพราะข้อมูลทุกอย่างเขียนเป็นภาษาอังกฤษครับ ผู้เขียนไม่ค่อยอะไรเท่าไหร่ทีประทับใจคือขับรถแข่ง ครับส่วนเด็กเพลิดเพลินครับ
เดิทางกลับที่พักด้วยรถใต้ดินครับพักสักนิดก็ได้เวลาไปกินอาหารเย็นครับที่ไชน่าทาวน์ ที่ขายของ และของกินของชุมชนคนจีนครับ เยาวราชบ้านเรานั่นแหละครับ
จบวันแรกครับ

วันที่สอง13-03-14ที่มาเลเซียครับ ตั้งเป้าคือไปเกรนติ้งไฮแลนด์ครับ มีคนบอกว่าไม่ไปคือมาไม่ถึงมาเลเซียครับ

เริ่มต้นาหารเช้าว่าจะไปกินติ่มซำแตหาร้านไม่เจอ เดินผ่านแม็กเสร็จแม็กแล้วครับแฮมไก่ของลูก กาแฟของผู้เขียน
ให้ลูกไปขอนำ้ฝึกครับฝึก อยู่เมืองไทยไม่ค่อยได้พูดอะไร ไม่ได้ใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน มาเจอของเลยจดให้ไปเอาน้ำเจพนักงานแม็กถามว่าhot water or cool แค่นี้ลูกพี่ก็ถอยแล้ว ต้องรีบเข้าไปช่วยบอกว่าcool water ผ่านไปอีกหนึ่งบทเรียนครับ ผู้เยียนคิดว่าโรงิรียนควรจะมีส่วนในการให้เด็กได้ใช้ภาษาอังกฤษทั้งวันอย่างน้อย1วันต่ออาทิตย์มันน่าจะดีนะครับ ได้แต่เรียน ได้แต่วัดผล  ไม่รู้เรียนไปเพื่ออะไร เรียนแล้วพูดไม่เป็น งงวะ

เดินทางต่อครับไปขึ้นรถไฟไปชานเมืองสุดสายเลยครับที่Gombak แล้วต่อรถบัสไปที่เกรนติ้ง เพราะมันออกไปนอกมืองเป็นอีกเมืองหนึ่งเลยครับ

ค่ารถไฟจากในเมืองไปGombak 2.30 ริงกิตต่อคนครับ
ถึงGombak แล้วค่าตั๋วเด็ก8.40 คนโต9.60 รวมเป็น18ริงกิต อันนี้รวมค่ากระเช้าขึ้นเขาเรียบร้อยแล้วเห็นบอกว่ามีทั้งกระเช้าตำ่และสูงสองสเต็ป

รถพาขึ้นเขาครับไกลมากครับกว่าจะถึงจุดที่นั่งกระเช้าขึ้นไปอีกที นั่งกระเช้าก็ยาวครับ ถึงแล้ว นั่งกระเช้าแล้วนึกถึงเมืองไทยว่าทำไมไม่มีแบบนี้มั่งครับ เช่นกระเช้าขึ้นดอยสุเทพเอาตั้งแต่ด้านล่างตีนเขาเลยไม่ต้องขับรถแล้วก็เก็บเงินไปและกลับ ดูวิวดูเมืองเชียงใหม่ด้วย ไม่มีใครทำ

ถึงแล้วครับเกรนติ้งไม่มีไกน์ ไม่มีใครบอกว่าไปทางไหน ต้องเดินตามๆเค้าไปขึ้นลิฟต์ เพื่อไปขึ้นกระเช้า ผู้เขียนมีแนวคิดว่า ตอนที่ซื้อตั๋ว ทำไมเค้าไม่แจกคู่มือนำเที่ยวเกรนติ้งแล้วก็ขายตั๋วเครื่องเล่น และมีคนนำทางไปเลย นี่าถึงแล้วก็เดินงง แนนที่จุดแนะนำที่เที่ยวหน้าจะอยู่ที่เราลงกระเช้าเลย ไม่ครับเดินไปตั้งไกลกว่าจะเจอครับ เหมือนว่าให้นั่งท่องเที่ยวมันรู้เอาเองว่าต้องไปไหน ผู้เขียนเดินไปเจอแล้วครับ ก็ได้สอบถามถึงสวนสนุกกลางแจ้งที่ชื่อว่า Theme park (gentinghighlands.info) ไดืความว่ามันปิดไปสามปีแล้วครับ จะเปิดอีกทีปี2016 เออแล้วมันต้องไปเที่ยวที่ไหนกันละครับ ก็ได้ความว่าต้องสวนสนุกในร่มที่First Hotel. เดินไปสิบนามีได้ครับ

ไปครับไม่มีทางเลือกครับมีที่เดียวที่เด็ดเที่ยวครับ จ่ายเงินเล่นทุกอย่างเด็ก30ผู้ใหญ่32ริงกิตครับ
-แรกเลยก็ URO SPEED รถไฟรางบนฟ้าครับตื่นเต้นแค่เล็กน้อย ไม่โหดมาก
-ไปดูหนังสี่มิติ เหมือนนั่งรถไฟไปในเหมืองครับ ไม่เท่าไหร่ครับ
-รถไฟลอยฟ้าดูวิวภายในอาคารทั้งหมด อันนี้ปกติ
-รถบั๊มอันนี้ก็เหมือนเมืองไทย
-อันนี้สุดท้าย น่าสนใจครับคนบินบนลมแรงๆที่เป่ามาจากด้านล่าง เหมือนฝึกนักบินครับลูกผมอยากลองครับบอกว่าโอเคโดนค่าบินไป38 ค่าซีดีที่ถ่ายตอนบินอีก18ริงกิต เพราะเค้าไม่ให้เราถ่ายวีดีโอคือมันจะถ่ายให้แล้วเก็บเงินว่างั้นเหอะ
ก่อนอื่นเค้าบอกใหมาตอน1245มาอบรบการบินก่อน แล้วจะบินกับครูฝึกตอนบินจริงครับ
เอาละครับตอนนี้ครูบินโชว์แล้วครับ ต่อไปครูสอนจับลูกศิษย์บินครับ รอบสองบินกับครูฝึกครับ บินสองคน ขึ้นๆลงๆครับท่าทางสนุก บอนนี่สนุกน่าดดูตอนนี้บินกับครูสองคนแล้ว มันมากครับ คนดูยังมันเลยครับแล้วคนเล่นล่ะจะขนาดไหนวะ
หนุกมากๆวะ

กลับแล้วครับมาตั้งแต่เช้าแปดโมงตอนนี้บ่ายหนึ่งกว่าแล้วได้เวลาแล้วครับ เดินไปที่เดิมซื้อตั๋วขึ้นกระเช้า ซื้อตั๋วขึ้นรถบัส แล้วก็ต่อรถไฟกลับโรงแรมที่พัก

ถามกับผู้รู้แล้วว่าเย็นนี้จะไปกินข้าวที่ไหน ได้คำตอบว่าต้องไปที่Bukit Bintang เค้าบอกว่าเป็นfood street seafood ครับ แล้ววันพรุ่งนี้เช่นเดียวกันมีสองที่ ที่น่าสนใจคือ Royal Selangor visitor center และ ที่ Zoo Negar สวนวัตว์ครับ เท่านี้ก็คงหมดวันแล้ว และวันที่สามคงเก็บตกคงไปที่เมืองหลวงใหม่ของมาเลเซียและที่อื่นที่จะหาข้อมูลคืนนี้แล้ว2230pm. ก็ขึ้นรถไฟไปสิงคโปร์ต่อครับ
ถึงสิงคโปร์ก็ต้องศึกษาที่เที่ยวและศึกษาว่าจะไปด้วยรถไฟอย่างไร หลังจากนั้นเที่ยงก็ต้องนั่งรถไฟไปรับคนไทยที่เดินทางมาโดยสารการบินไทเกอร์แอร์ พาเข้าโรงแรม แล้วก็เริ่มเที่ยวเลยครับ

เอาเป็นว่าตอนนี้ต้องกลับจากเกรนติ้งไปพักที่โรงแรมก่อนครับเดี๋ยวเย็นค่อยไปกินข้าวที่ Bukit Bintang ครับ
140314  วันสุดท้ายที่กัวลาลัมเปอร์
เช้านี้วางแผนไปกินข้าวเช้าร้านแรกที่เราเจอที่สถานนี Pasar Seni  ก็บะหมี่นำ้หมูแดงเหมือนบ้านเราครับขนมจีบรสชาดดี เส้นหมี่นุ่ม เส้นเล็กอร่อยครับ เยี่ยมครับหลังจากนี้ก็จะนั่งรถไฟไปที่สถานนี Wangsa Maju เพื่อไปเที่ยวสวนสัตว์และRoyal Selangor
ตอนบ่ายก็วางแผนว่าจะไปเมืองหลวงใหม่ที่ชื่อว่า Putrajaya ครับ

ถึงสวนสัตว์แล้วไม่มีอะไรบ้านเราน่าจะดีกว่าถูกกว่าครับ กลับจากสวนสัตว์ไปที่พักเพื่อเอากระเป๋าออกมาและเดินทางไปที่ KL SENTRAL แล้วไปที่ล็อคเกอร์ฝากกระเป๋าโดนไป15ริงกิต รับของได้ก่อนเที่ยงคืน
หลังจากนั่นก็เดินไปหารถไฟที่จะไปเมืองหลวงใหม่ของมาเลเซียที่ชื่อ Putrajaya ที่รถไฟสายนี้มีระบบซื้อตั๋วด้วยตู้จ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ แล้วพิมพ์ออกมาเป็นQR code เวลาเดินผ่านเครื่องก็แนบโค๊ดกับที่อ่าน ทันสมัยครับยังไม่เคยเห็นที่เมืองไทย
ลงรถไฟถึงเมืองใหม่แล้วครับ โชคร้ายวันนี้วันศุกร์ไม่มีทัวร์ชมเมืองซึ่งมีแต่เสาร์ อาทิตย์ เราก็เลยต้องสอบถามที่ออฟฟิศของรถบัสว่าเราจะไปไหนได้บ้าง ได้ความว่าไปที่รถเบอร์ L01 และไปลงที่สวน JPM เที่ยวสวนเสร็จแล้วก็นั่งรถเบอร์เดิมนี่แหละกลับมา

Putrajaya
ใหญ่โตครับ มีบ้านคน มีคอนโด มีสถานที่ราชการ มีสวน ใหญ่โตมากครับ คงมีการวางผังใหม่อย่างดีเหมือนพม่าที่มีเมืองหลวงใหม่เช่นกัน คิดๆแล้วไทยน่าจะเอามั่งนะครับ เพราะกรุงเทพเราก็แน่นจะตายแล้ว ไปสร้างเมืองหลวงใหม่อีกที่ก็ดีนะลดความแออัดในกรุงเทพได้ แล้วก็กระจายความเจริญออกไปได้ชัวร์ครับ

กลับจากเมืองหลวงก็แน่นอนครับต้องมาตั้งต้นที่สถานนี KL SENTRAL ได้สอบถามผู้รู้แถวนี้ว่าควรจะไปเดินห้างที่ไหนดี เค้าก็แนะนำว่าควรไปที่MID VALLEY ห่างจากที่นี่ไปแค่สถานนีเดียว เวลาเหลือเยอะมากครับขึ้นรถไฟสี่ทุ่ม ก็ขอไปชมห้างเค้าหน่อยครับ

ห้างมีประมาณสี่ชั้น บันไดเลื่อนบางส่วนเสียใช้งานไม่ได้ ไม่ประทับใจครับ ผู้เขียนคิดว่าห้างไทยเหนือกว่าครับ ของเยอะกว่า น่าเดินกว่า มีรถเข็นขายขนมที่เอาของไทยมาวางขายด้วยครับเช่น ปลาหมึกเต่าทอง เถ้าแก่น้อย โอ เยี่ยมครับสินค้าไทยไปไกลถึงต่างแดน สุดยอดคนขายมันยังไม่รู้เลยว่าของเอามาจากไหนครับ ขนมไทยเนี่ยสุดยอดแล้วครับ แทบจะเยอะกว่าชาติใดในโลกแล้วมั้ง ที่นี่ขนมในเซเว่นก็น้อยกว่าเมืองไทยครับ เรื่องของกินสดวกนี่พี่ไทยเราเก่งอยู่แล้วครับ

เตรียมตัวเดินทางไปสิงคโปร์ครับ

ขึ้นรถไฟไปสิงคโปร์ตอนสี่ทุ่มครับ นอนชั้นสอง แคบครับ  แคบกว่าด้านล่าง แล้วก็ไม่สูงด้วย นั่งแล้วเกือบติดเพดาน เออราคามันก็เลยถูกกว่าชั้นล่างนะครับ

ตอนนี้ประมาณ 0630am รถไฟจอดที่ PEMERIKSAAN IMIGRESEN (ด่านตรวจคนเข้าเมือง ก่อนเข้าสิงคโปร์ มันก็เหมือนตอนรถไฟจอดที่ปาดังเบซาตรวจPassportก่อนเข้ามาเลเซีย)

เวลาตามกำหนดการคือ0700 am
ถึงแล้ววันที่150314 วันแรกที่สิงคโปร์
หลังตรวจpassport เสร็จนั่งรถไฟข้ามทะเลมานิดเดียวก็ถึงแล้วแต่ก็ต้องมาเข้าคิวตรวจpassport ที่ฝั่งสิงคโปร์อีกรอบ ท่าทางขึงขังเลยครับ เท่าที่สังเกตประเทศที่เจริญมากๆอย่างเช่นออสเตรเลียการตรวจคนเข้าเมืองเข้าจะเข้มมากครับ ได้สอบถามเส้นทางไปสถานนีรภไฟฟ้ากับเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าต้องนั่งรถบัสสาย911ไปwoodland สิบนาทีได้ครับ

รอรถบัสอยู่พอรถบัสมาแต่ละคนกรูแย่งกันขึ้นรถกันหมดเลย ไม่มีคำว่าคิวครับ เสียชื่อประเทศที่พัฒนาแล้วและค่าครองชีพสูงหมดเลย บ้านเมืองนี้เท่าที่สังเกตได้คือเรื่องต้นไม้ครับ เค้าพยายามจะปลูกต้นไม้ทุกที่ ที่มีที่ให้ปลูกเค้าปลูกเลย ข้างถนนเกาะกลางถนน ริมทางเดิน น่าสนใจแนวคิดมากครับ อันนี้มันต้องมาจากผู้นำ

ถึงสถานนีแล้วครับwoodland station งานแรกคือต้องสอบถามเรื่องตั๋วนักท่องเที่ยวครับ สามวัน20 ดอลล่าร์สิงคโปร์ มัดจำ10-ได้คืนเมื่อคืนบัตร เรียบร้อยครับคราวนี้ง่ายละฟรีรถไฟ ฟรีรสบัสแต่ไปเซนโทซ่าไม่ฟรี ฟรีเฉพาะpublic transport เท่านั้นครับ
ไปเที่ยวไหนวันแรก
ก็ต้องใกล้ๆในเมืองนี่แหละครับ Merlion และดูตึกกล้วยmarina bay ครับสอบถามแล้วครับว่าต้องไปที่สถานนี Raffles Place เดินออกจากสถานนีตรงไปทางโรงแรม The Fullerton ผ่านโรงแรมแล้วเดินเลี้ยวขวา เดินตามแนวด้านข้างโรงแรม ข้ามสะพานไปอีกฝั่งที่มีกาแฟสตราบัค แล้วก็เดินลงด้านล่างลอดใต้สะพานลงไปแล้วก็จะเห็นสิงโตพ่นนำ้ แล้วก็ตึกกล้วยอยู่ตรงหน้าครับ

ก็ถ่ายรูปครับไม่มีอะไรคนสร้างน่าจะดูโอเปร่าเฮ้าท์เป็นตัวอย่างเลยมาสร้างอะไรที่นี่เพิ่มเพื่อเป็นสัญญลักษณ์ของสิงคโปร์เพิ่มจากสิงโตพ่นนำ้ ซึ่งก็ได้ผลครับคนที่มาสิงคโปร์ต้องมาที่นี่ก่อนเลยครับวันนี้ก็จบลงที่นี่ครับ

เช้าวันที่สอง160314วางแผนว่าจะไปUniversal เจอคนไทยเค้าบอกว่าต้องไปที่สถานนีสุดท้ายของรถไฟสายสีม่วงที่สถานนี Habour Front (6) หลังจานนั้นเราสามารถไปด้วยการเดิน การนั่งรถไฟโมโนเวลหรือรถบัส เค้าแนะนำว่าให้เดินไปก็ได้ครับประหยัดดี หลังจากออกจากรถไฟ เราก็เดินไปตามทางที่เขียนว่า walkway sentosa ครับ คนไทยบอกว่าuniversal and sentosa อยู่ที่เดียวกันครับ แบ่งกันอยู่คนละครึ่งครับแต่universal น่าเที่ยวกว่าครับ

โชคร้ายครับมาถึงที่แล้วแต่ฝนตกครับก็เลยเที่ยวไม่ได้ต้องเปลี่ยนแผนไปช็อปที่ห้างแขกที่เปิด24ชั่วโมงที่ชื่อมุตาฟา ครับ เรียกว่าอยู่ในดงแขกเลยหละครับ อยู่เลย little india ไปหนึ่งสถานนีครับ ได้ของมาเพียบเจอคนไทยสอง สามกลุ่มครับ บางคนมาสองครั้งแล้วก็มี

มีเวลาเหลือก็เลยนั่งรถไฟไปเดินห้างที่ถนน Ochard ครับเป็นแหล่งรวมห้างก็คล้ายกับแถวสยามบ้านเราครับไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นครับ

วันสุดท้าย170314แก้ตัวครับไปที่สถานนีHarbour  Front สุดสายสีม่วงเหมือนเมื่อวานเพื่อไปเที่ยวUniversal

วันนี้มาแต่เช้าเลยครับ ปกติเปิดให้บริการ0900 เช้าครับหลังจากลงรถไฟก็เดินเข้าในห้างที่มีเครื่องหมายเขียนว่า ทางเดินไปเซนโตซ่าครับ จนสุดเขตห้างก็เดินออกประตูห้างไปก็จะเห็นสะพานข้ามแม่น้ำประมาณ700-800เมตรครับ มีบริการทางเลื่อนครับ แล้วห้อวขายตั๋ว มีแบบรายวัน สองวัน มีแบบเล่นได้สาม หรือสี่เครื่องเล่นในราคาเหมา ให้เราเลือกเอาตามสะดวกครับ ผู้เขียนซื้อแบบเล่นได้สี่อย่างเพราะมีเวลาแค่ครึ่งวันต้องกลับประเทศไทยแล้ว แล้วไปเล่นจริงๆเล่นได้แค่สองรายการ ฝนตกใหญ่จบเลยครับ จบข่าวเล่นอะไรไม่ได้แล้ว

สภาพของเซนโตซ่านั้นใหญ่มากครับ คอนเซ็ปมันเหมือนเกนติ้งในมาเลเซียเลยครับมีคาสิโนด้วย. แถมเห็นบริษัทเดียวกันที่บริหารเกนติ้งมาเลซีย ที่เซนโตซ่าด้วยครับ มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นอกจากว่าบริษัทนี้บริหารทั้งที่มาเลและสิงคโปร์

เกือบเที่ยงก็ต้องกลับแล้วครับเล่นอะไรไม่ได้แล้ว ไปโรงแรมเอากระเป๋า แล้วก็นั่งรถไฟสายสีเขียวไปสนามบินเลยครับ สดวกกว่าบ้านเราครับ ระบบรถไฟสิงคโปร์เชื่อมต่อกันหมด  บนดิน ใต้ดิน และจุดเปลี่ยนสายของรถไฟ ยังมีห้าง และที่ขายของเยอะแยะไม่เหงาเหมือนสถานนีบ้านเรา ที่ประเทศนี้หรือมาเลเซียเค้ามีความพร้อมเรื่องระบบรถไฟมากครับ นั่นซิเค้าถึงเจิญกว่าเรา

ผู้เขียน งง ครับไปเที่ยวแต่ละประเทศจะมีรถกระเช้าขนคน ข้ามเขา ข้ามทะเล แล้วก็เก็บเงิน เราก็ยอมจ่ายแต่ประเทศไทย ทำไมไม่มีกระเช้าข้ามทะเลหรือข้ามเขาบ้าง

ตอนนี้รอขึ้นเครื่องกลับประเทศไทยแล้วครับ

ถึงประเทศไทยสามทุ่มกว่าหมดทริปต่างจังหวัดและต่างประเทศแล้วครับ















2013/Apr/08

วันนี้เป็นวันที่สองแล้ว ที่บอนนี่ได้มาเที่ยวฮ่องกง  วันนี้หนำใจเลยครับ ไปดิสนีย์แลนด์ ดีกว่าเมือวานที่ไปโอเชี่ยนพาร์คครับ ของเล่นไม่หวาดเสียวมากนัก ได้เล่นรถไฟที่ขับในเหมืองตัวใหม่ สองรอบ  ได้เล่น mountain space นี่ก็สุดหวาดเสียว รถไฟวิ่งในที่มืด อย่างเร็วๆเลยนะ เอียงไป เอียงมา แล้วก็แรงด้วย มืดด้วย เออ เอากลับมัน นึกว่า ตายไปแล้ว วิ่งเอียงๆ แบบเร็วๆ จะช็อควะ  อะไรกันนักหนา ลูกไม่เป็นไร แต่พ่อจะอ๊วกวะ  แล้วก็มีไปเล่นนั่นในแก้วใบใหญ่ แล้วก็หมุนๆๆๆๆวนไปวนมา  นั่งรถไฟรอบดิสนีย์แลนด์  ทั้งหมดทั้งมวลก็สรุปว่า ครอบครัวสุขสันต์ครับ