2014/May/08

now Bonny 10 years old .I will start to write agaiin start from 10 yrs for everyone know what is his habbit when he grow .

2014/May/07

090314 BB trip (Bonny and Billy Trip)
ไปกระบี่กับลูกสองคน
โดยสารการบินบางกอกแอร์ ดีมากมีเล้าท์ให้นั่งพักก่อนขึ้นเครื่องด้วยครับมีขนมไทยกาแฟ น้ำส้มมีเน็ตให้เล่นสดวกสบายมากครับ อาหารบนเครื่องก็ดีครับ การบริการใช้ได้อยู่ในระดับสี่ห้าดาวเลยครับ เครื่องบินก็ไม่เล็กมากลำกลางๆครับ ให้ไปเลยครับ ผ่านระดับดีครับ ดีกว่าสายการบินหลายสายที่เคยใช้บริการมาครับ นี่เองเป็นการบอกว่าทำไมคุณหมอประเสริฐถึงยืนในธุรกิจการบินได้ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงมากของโลว์คอสแอร์ไลน์ นี่ถ้าเป็นการบินไทยไม่ได้แ--กอาหารว่างก่อนขึ้นเครื่องหร๊อกครับครั้งหน้าต้องหาโอกาสใช้บริการใหม่ แล้วก็ต้องไปสมัครสะสมแต้มผ่านเวบแล้วหละครับ

ถึงแล้วไปท่าเรือยังไงครับ
มีสองทางครับทางรถบัสหรือแท็กซี่ส่วนบุคคล รถบัสคนละ90- แท็กซี่เริ่มที่350-  อย่างนี้ก็ต้องรถบัสครับ เค้าบอกว่าใช้เวลา20นาที
ไกลเหมือนกีนครับจากสนามบินเข้าตัวเมืองกระบี่หลายกิโลครับ
เข้าเมืองแล้วครับ


ถึงท่าเรือแล้วครับ ออไม่ใช่ครับมาที่บริษัทหรือนายหน้าขายตั๋วขึ้นเรืออะไรซักอย่าง มีคำถามว่าทำไมไม่ไปส่งท่าเรือเลยวะ ทำไมต้องทำหลายขั้นตอนอย่างนี้วะ มาจอดตรงนี้เพื่อให้ซื้อตั๋วกินนำ้ก่อน แล้วเดี๋ยวมีรถมารับจากตรงนี้อีกสองกิโลไปท่าเรือ

บอกตรงๆนี่คือการซิกแซกแล้วครับ
ถ้าเอาแบบตรงๆเลยต้องไปที่ท่าเรือครับ รอเรือที่นั่นเลยมารอที่นี่ทำไมครับท่าน เรื่องนี้ต้องถามการท่องเที่ยวครับว่าเป็นไง แล้วราคาที่ผู้เขียนทราบมาในเน็ตบอกว่าคนละ350- แต่นี่จ่ายคนละ400- คงได้ค่าออกตั๋วไปใบละ50- นี่คือกระบวนการที่ดูแล้วไม่โปร่งใสเท่าไหร่วะ. ก็ขึ้นรถบัสบอกว่าไปท่าเรือแต่นี่เอามาส่งพักที่ร้านอะไรไม่รู้นี่ก็คือการโกหกแล้วหละครับ (รู้แล้วครับที่นี่คือblack tiger tour ครับ)

นี่เราคนไทยยังงงแล้วต่างชาติมันไม่มึนหรือวะเนี่ย

ไม่ตรงมาตรงไปวะ
มีรถตู้มารับไปท่าเรือละรอเกือบชั่วโมงได้ครับท่าน

ไปละครับไปท่าเรือ
ถึงท่าเรือจริงๆแล้วครับโดยกระทรวงคมนาคมครับ

รอบ่ายหนึ่งเรือออกครับตอนนี้สองโมงอยู่บนเรือลำใหญ่สองชั้นพร้อมแอร์ครับ เหนื่อยจนหลับครับท่าน

ถึงแล้วเกาะพีพี เดินโคตรไกลกว่าจะถึงโรงแรม อยู่บนภูเขา เออเรียกว่าพันผ่อนจริงๆเลยครับไม่ต้องไปไหนครับ จากรีเซฟชั่นไปห้องพักก็สูงมาก เหมือนขึ้นชั้น1 ไปชั้น5เลยครับ เหนื่อยครับท่าน คิดผิดหรือเปล่าวะเนี่ย

สิ่งที่พลาดคือเรื่องการเดินทางบนเกาะไม่ได้ศึกษาว่าจากโรงแรมไปที่กิน ที่เที่ยวไกลแค่ไหน แล้วใช้พาหนะอะไร คือที่นี่ต้องเดินทั้งหมดครับไม่มีรถ ไม่มีมอไซด์ เดินเมื่อยครับ

แต่คิดอีกแง่ก็ดีที่ได้ออกกำลังกาย คิดอีกมุมคือกูพลาดแล้ววะ

แต่ยอมรับว่านำ้ที่นี่ใสจริงๆสีเขียวใสแจ๋ว เห็นปลาว่ายชัดเจนตรงท่าเทียบเรือที่ขึ้นมาเกาะพีพี

เช้าวันที่100314
ทานอาหารเช้า
-ขนมปังก้อนเล็กกับเนยที่เก็บมาจากเครื่องบิน ตามด้วยข้าวไข่เจียวกับผัดซีอิ๊วผักที่กินไม่หมดเมื่อคืนที่ร้านThe Rock แล้วเก็บกลับมา ตามด้วยของหวานจากบางกอกแอร์ที่เก็บมาเหมือนกัน ตบด้วยนำ้ดื่มบนเครื่องบิน อิ่มแล้วครับ ส่วนลูกชายรอขอนำ้ร้อนกับโรงแรมเพื่อกินมาม่า อันนี้ซื้อมาจากท่าเทียบเรือที่ฝั่งกระบี่ก่อนข้ามไปเกาะพีพี เพราะได้สอบถามแม่ค้าแล้ว เค้าบอกว่าของที่เกาะแพงกว่าที่กระบี่สองเท่าครับ นี่ก็เป็นการประหยัดแบบง่ายๆครั

เตรียมตัวไปปีนเขาและไปดูปะการัง พนักงานโรงแรมนัดเก้าโมงเช้า
แปดโมงก็ลงมานั่งกินกาแฟรอแล้วครับ ซักพักเจ้าหน้าที่ก็พาไปร้าน ร้านหนึ่งที่มีครูสอนปีนเขาที่ชื่อณรงค์เป็นเด็กหนุ่มอายุประมาณ30ปี ท่าทางพูดอังกฤษคล่องมากครับ เค้าก็เริ่มเลยครับตั้งแต่เรื่องรองเท้า กางเกงที่ใส่ปีนเขา เสร็จแล้วก็พาเดินไปที่หน้าผาอ่าวต้นไทร หรือไงเนี่ย ถ้าจำไม่ผิดนะครับ คำเตือนมีลิงเยอะ โปรดระวังครับ
ปีนเขา
อาจารย์ณรงค์ก็เริ่มสอนใหปียแบบง่ายๆก่อนครับ หลังจากนั้นค่อยเพิ่มไปเป็นแบบสูงขึ้น แล้วก็ยากขึ้นทีละสเตป ปีนทั้งหมด4ครั้งครับ ลูกชายของผู้เขียน เก่งครับปีนได้ทั้งสี่ครั้งถึงยอดบนสุดทุกครั้งการปีน
ดูประการัง
หลังจากปีนเขา พวกเราก็เดินกลับไปที่ร้าน คนที่จะพาไปก็ตรวจเช็คจำนวนคนว่ากี่คน พร้อมหรือไม่ ทุกคนพร้อมครับ เดินทางไปขึ้นเรืออีกประมาณ10นาที
-จุดแรกจอดดูเกาะที่มีลิงเยอะๆอันนี้เป็นที่มาของโทรศัพท์ซัมซุงถูกอัญเชิญลงนำ้ทะเลเพราะผู้เขียนลืมใส่โทรศัพย์ไว้ที่กระเป๋ากางเกงแล้วก็เดินลงจากเรือเพื่อไปที่หาดทราย เรียบร้อยครับหมดมูดเลยครับ แต่ก็ยังดีที่ไม่ใช่Iphone
-จุดที่สองไปดูประการัง เค้าจัดหน้ากากปิดจมูกแต่มีท่อให้อม ให้หายใจทางจมูก ทุกคนไปดูประการังครับ
-ไปอ่าวมาหยาให้เดินเล่นชายหาดสวยครับทรายละเอียดมาก มีนักท่องเที่ยวจีนกับฝรั่ง คนไทยน้อยมากครับ
-ผ่านไปถำ้ไวกิ้งครับดูหินย้อยครับ
-ดูแพลงต้นเรืองแสงใต้นำ้ ไม่เห็นมีอะไรครับ ผู้เขียนไม่เห็นอะไรเลยครับ
ถึงตอนนี้ก็หมดรอบแล้วครับ กลับที่พักเ็มวันเต็มอิ่มกับการเที่ยว ในวันเกิกของBonny

0730 เช้าวันที่11/03/14 เตรียมตัวเดินทางเข้ากระบี่ หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จก็รีบเดินไปท่าเรือ ค่าตั๋วแค่200- ของเด็กไม่คิด โอขาไปโดนคนละ400- หมายความว่า800- สองคนเด็กหนึ่งผู้ใหญ่หนึ่ง
เรื่องตลดที่เจอ  ระหว่างที่นั่งเรือของคนเกาะ ตามชื่อที่เขียนไว้ในบิล เดินไปเข้าห้องนำ้ งง ครับมีสองห้องแต่ล็อคไว้หนึ่งห้องไม่ให้ใช้ มันอะไรวะเนี่ย แล้วมันมีไว้ทำเผืออะไรวะ

ข้อคิดเรื่องการไปพีพี
-ระวังโดนฟันค่าเรือจากกระบี่ไปพีพี ต้องนั่งรถไปท่าเรือโดยตรงซื้อตั๋วที่ท่าเรือโดยตรง
-ที่พักต้องระวังว่าไกลจากที่กินที่เที่ยวมากหรือไม่ต้องโทรสอบถามก่อนเพราะที่นี่เดินอย่างเดียว
-อาหาร ขนมของใช้จำเป็นซื้อไปจากในเมืองบ้างจะเป็นการประหยัดเพราะของต่างๆบนเกาะแพงกว่าประมาณสองเท่าแน่นอน แต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องซื้อไปทุกอย่างนะครับ เอาเงินไปใช้จ่ายเพื่อให้เศรษฐกิจบนเกาะดีขึ้นครับ
-อีกเรื่องตอนกลางคืนเสียงเพลงดังมาก บันเทิงกันมากเลยครับ ที่ผู้เขียนพักคือที่พีพีดอน
มีผู้รู้บอกว่าถ้าต้องการเงียบต้องที่เกาะลันตาครับ ส่วนที่นี่ฝรั่งวัยรุ่นจะนิยมมาเที่ยวกันเสียงก็เลยดังเป็นธรรมดา

ถึงท่าเรือกระบี่แล้วครับเตรียมตัวไปหาดใหญ่แล้วก็ไปมาเลเซียต่อ
นั่งรถแท็กซี่เพื่อไปรับของที่สนามบินก่อนไปคิวรถตู้หาดใหญ่ได้มีโอกาสสอบถามเวลาเดินทางจากกระบี่ไปหาดใหญ่ เค้าบอกว่า3-4ชั่วโมง  เออ เอาละวะตอนนี้เกือบเที่ยงแล้วและก็โทรเช็ครถตู้แล้วเที่ยวต่อไปคือบ่ายโมงแล้วก็ถึงหาดใหญ่5โมงเย็น ตายสนิทครับมีเรื่องให้แก้ปัญหากันอีกแล้วครับท่าน เอาไงดีครับ?
-ทางเลือกแรกมีเที่ยวบินจากกระบี่ไปหาดใหญ่หรือไม่ เช็คแล้วไม่มี
-ทางเลือกสองไปหาดใหญ่ด้วยรถตู้นั่นแหละแล้วซื้อตั๋วเข้ามาเลเซีย ลองเช็คแล้วราคา 4800- ต่อคนทางนี้หนักครับ ไม่น่าเลือก
-ทางที่สามไปหาดใหญ่โดยการเช่าแท็กซี่วิ่งตรงจากกระบี่เลย เช็คราคาแล้ว4000- ไม่มีทางเลือกแล้วครับเพราะที่พัก จองไว้หมดแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ครับ

เลือกทางที่สามมาถึงหาดใหญอีก7นามีสี่โมงเย็น เวลาที่รถไฟออก ต้องเปลี่ยนขึ้นรถมอเตอร์ไซด์จัดให้ถึงสถานนีรถไฟประมาณสี่โมงนิดๆวิ่งไม่คิดชีวิตขึ้นรถไฟครับ เวลาตอนขึ้นรถไฟคือสี่โมงเจ็ดนาที รถไฟออกแล้วครับ โอย เหนื่อยทุกทีที่เที่ยงเลยครับ
ข้อผิดพลาดคือตอนมาถึงกระบี่วันแรก พลาดที่ไม่ได้เช็คว่าจากกระบี่ไปหาดใหญ่กี่ชั่วโมง มีแต่ข้อมูลว่าแค่หนึ่งชั่โมงกว่า ข้อมูลที่ไม่ได้เรื่อง ไม่จริง อันนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับนักเดินทางครับ ต้องเช็ค ต้องตรวจสอบอย่าเชื่อแต่ข้อมูลผ่านเน็ต ต้องตรวจสอบข้อมูลจากสถานที่จริง ที่เดินทางหปถึงด้วย ร้องดับเบิลเช็ค

มาเลเซีย
รถไฟวิ่งไปซักพักก็ปาดังเบซา ด่านตรวจคนเข้าเมืองของมาเลเซียรอที่ประตูนานครับกว่าจะมีคนเรียกเข้าไปตรวจพาสปอร์ต ระหว่างอยู่บนรถไฟ มีเจ้าหน้าที่รถไฟของมาเลเซียมาถามว่าแลกเงินมั็ย จัดซะเงินไทย1000- แลกได้มาเล ริงกิต 100- เอาวะโดนหลอกหรือเปล่าไม่ทราบแต่ว่าแลกแล้ว2000-
หลังจาจกตรวจพาสปอร์ต ตรวจกระเป๋าแล้วคราวนี้ก็ให้เราพักอีก45นาที เค้าบอกว่ารถออก0700pm เราก็งงเวลาเราเพิ่ง0600pm. เอง มาถึงบางอ้อก็ตอนนึกขึ้นได้ว่าเวลามาเลเร็วกว่าขเมืองไทย1ชั่วโมงครับ

กินข้าวเสร็จก็รีบขึ้นรถแล้วครับกลัวตกขบวน ไปก่อนดีกว่าไปช้าครับ. เสียว อยู่บนรถไฟแล้วสบายใจครับ

อาหารมาเลคล้ายของไทยครับ มื้อแรกของประเทศนี้ผู้เขียนสั่งแกงไก่ครับไข่ดาวครับ ลูกชายกินไข่ดาวปีกไก่ทอด จานละ6ริงกิต ก็60บาท กาแฟ2ริงกิต(20บาท) เทียบดูแล้วค่าครองชีพราคาอาหาร พอๆกับบ้านเราครับ อย่างนี้พอรับได้ครับ ถึงว่าทำไมคนมาเลชอบมาเที่ยวหาดใหญ่ ค่าเงินเค้าใหญ่กว่าเราสิบเท่า 1ริงกิตคือ10บาทไทย

บนรถไฟมีพนักงานเข็นรถขายของมาให้ถึงที่เรานั่งเลยครับ

การวิ่งมีการพักตามสถานีต่างๆเหมือนรถไฟไทย ความสอาดก็คล้ายๆกันรูปแบบรถนอนเหมือนกันครับแต่สถานนีที่เค้าจอดดูดีกว่าสถานนีของไทยครับ

ถึงแล้วครับ0630เช้าวันที่12-03-14 กัวลาลัมเปอร์ สถานนีเค้าใหญ่มากมาตราฐานรถไฟฟ้าทุกสายรวมกันที่นี่มีหลายชั้น ถ้าเทียบกับไทยแล้วมันก็คือหัวลำโพง แต่เหนือกว่าที่ทันสมัยมีจุดต่อรถไฟไฟฟ้าหมกแล้วแต่ของไทยที่หัวลำโพงรถไฟธรรมดา ส่วนรถไฟฟ้าแยกกันออกไปไม่บูรณาการว่างั้น แต่ถ้าเทียบกับสถานนีรถไฟที่ซิคนีย์ถือว่าคล้ายกัน กัลลาลัมเปอร์สู้ได้ครับ นี่บ่งบอกถึงความสามารถในการแข่งขันของมาเลเซียเป็นอย่างดี ระบบขนส่งคนเรียบร้อยพร้อมเดินหน้า แต่ไทยเหรอเอาประเทศเป็นตัวประกัน กินกัน ส่วนตัวมาก่อนส่วนรวมครับ ไปไหนกัแล้วครับเนี่ยกลับมาครับ

วันแรกของกัวลาลัมเปอร์ไปไหน
เดินตั้งนานครับจากสถานนีรถไฟฟ้าที่ได้สอบถามผู้รู้ แต่ไม่ได้สอบถามตัวโรงแรมเองว่าเค้าอยู่ใกล้สถานนีอะไร อันนี้ก็เดินเหนื่อยหน่อยครับ แต่ก็ถึงแล้วครับ ถ้าเช็คอินท์ก่อนจ่ายเพิ่ม70ริงกิตครับก็เลยแค่นั่งพัก ฝากของไว้ แล้วก็วางแผนไปเที่ยวเช้าบาสยสองค่อยกลับมาเซ็คอินท์

ดูแผนที่รถไฟแล้วครับเค้าก็มีหลายสีเหมือนเมืองไทยแหละครับ ที่ใกล้ที่สุดคือไปKLCC สถานนีนี้เดินออกไปก็จะมีห้างแล้วก็เชื่อมไปที่อาคารสูงที่สุดอันดับสองของโลกรองจากอาคารที่ดูไบ ครับส่วนตัวผู้เขียนไม่เท่าไหร่หรอกครับสำหรับขึ้นมาดูตึก ค่าตั๋วผู้ใหญ่80ริงกิตเด็ก30ริงกิต (800บาทกับ300บาทรวมจ่ายค่าขึ้นตึก1,100 บาทถ้าผู้เขียนมาเองไม่ขึ้นหรอกครับ เห็นคนที่อยู่ที่นี่บอกว่าเมื่อก่อนขึ้นฟรีครับ) เค้าทำระบบดีนะครับแจกป้ายห้อยคอเป็นสีๆไอ้เราก็งงวะ มรึงจะแจกทำไมกรูไม่ใช่ดด็กมาทัศนะศึกษานะ ออ เหตุผลที่เค้าแบ่งเป็นกลุ่มเพราะการขึ้นลิฟต์ต้องจำกัดจำนวนคนครับ การเรียกผู้ชมตึกแต่ละกลุ่มก็จะเรียกเป็นสีๆครับว่าเอ๊าไปที่ลิฟต์ได้แล้วนะ หมดเวลาถ่ายรูปแล้วนะ
ก่อนขึ้นก็เรียกสีของกลุ่มของผู้เขียนมายืนหน้าทางขึ้นตึก ด้านหน้ามีม่านนำ้ ม่านหมอกอะไรบางอย่างแล้วก็มีการยิงแสงออกมาเป็นรูปคนพูดแนะนำตึก. เรียกว่าไฮเทคเต็มที่ โชว์เทคโนโลยี่ ม่านนำ้หรือหมอกก็เปรียบเสมือนหน้าจอคอมพิวเตอร์แหละครับ หลังจากจบการแนะนำก็ไปหละครับกลุ่มของผู้เขียนขึ้นตึก ผนังรอบลิฟต์จะเป็นจอทีวีทั้งหมดเวลาลิฟต์ขึ้นทีวีเปิดทุกผนัง โอแม่เจ้า ฮือฮาครับ